ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ฉันออกเดินทางตามหาสายลม
บางครั้งเสียงหวีดหวิวก็ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องตามหาสายลม
แต่ก็ไม่แปลกอะไรหรอก ลองดูเพื่อนฉัน น้องฉัน พี่ฉัน
และอีกมากหน้าหลายตาที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จักดูก่อนสิ พวกเขาล้วนตามหาสายลมกันทั้งนั้น
นี่อาจจะเป็นเหตุผลก็ได้นะที่ฉันต้องออกตามหาสายลม ตั้งแต่ครั้นที่ฉันจำความได้
สิ่งเดียวที่ฉันทำก็คือการตามหาที่อยู่ของสายลมนั่นแหละ
ฉันเริ่มต้นจากการฟัง ฟังผู้ที่เคยตามหาสายลมมานานก่อนฉันเกิด พวกเขามักสอนให้ฉันวิ่ง
ยิ่งวิ่งเร็วเท่าใดฉันจะพบสายลมเร็วเท่านั้น ตอนแรกฉันก็เชื่อพวกเขาแล้วเริ่มออกวิ่ง
สายลมที่โหมปะทะใบหน้าทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับสายลมอยู่เคียงข้างฉันตลอดไป แต่เพียงไม่นานนัก
ร่างกายของฉันก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง ฉันทิ้งตัวลงกับพื้น
สายลมที่อยู่ใกล้เพียงปลายจมูกกลับลอยห่างไปไกลสุดขอบฟ้า
ฉันว่าผู้คนที่สอนฉันคงเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่ๆ
หลังจากนั้น ฉันเดินทางจากบ้านเกิดสู่ที่ๆไกลแสนไกล
โดยตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสายลมที่สุดต้องรู้ที่อยู่ของสายลมเป็นอย่างดี
ในที่สุดฉันเดินมาจนถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ยอดหญ้าสีเขียวนับล้านปลิวไสวไปทางเดียวกัน
ดอกไม้หลากสีต่างโบกมือทักทายฉันอย่างเป็นมิตร
“เธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ เธอเป็นชาวเมืองไม่ใช่หรือ” ชาวเมือง
ชาวเมืองคือคำที่พวกดอกไม้ต้นหญ้าเรียกฉันอย่างนั้นหรือ ฉันทิ้งตัวลงกับพื้น ก้มลงไป
จนจมูกสัมผัสหยดน้ำที่ปลายยอดหญ้า ฉันถามต้นหญ้าต้นหนึ่งว่า
“ฉันออกตามหาสายลม เธอพอจะรู้ไหมว่าตอนนี้สายลมอยู่ที่ไหน” ใจของฉันเต้นตุบๆ
ต้นหญ้าต้นนั้นเอนตัวลู่ลมพลางทำท่าคิด แล้วตอบว่า “สายลมอยู่ทางนั้น”
พลางชี้ไปทางชายทะเลที่อยู่ลิบตา
“แน่ใจหรือ” ฉันถามด้วยความสงสัย
“แน่ใจสิ เห็นไหมว่าฉันลู่เอนตามสายลม ฉันรู้แน่ว่าสายลมมาจากทางนั้น”
จริงด้วย สายลมพัดมาจากทางนั้น ต้นหญ้าเหล่านี้จึงได้โน้มเอนไปอีกทางหนึ่ง
ฉันคิดต่อว่าจะเป็นอย่างไรนะถ้าต้นหญ้าเหล่านี้ไม่ถูกสายลม
ฉันขอบคุณต้นหญ้าและเพื่อนพ้องของมันอีกล้านกว่าต้น แล้วมุ่งหน้าสู่ชายทะเล
หวังว่าจะพบสายลมตามที่ได้หวังไว้
เสียงคลื่นแตกฟองดังเป็นระยะๆ
คลื่นสะท้อนแสงสีส้มอมเหลืองจากพระอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลง
เสียงลมดังอื้ออึงคล้ายจะบอกว่าฉันได้มาถึงจุดหมายของฉันแล้ว ก้อนหิน กรวด
ทรายใหญ่น้อยรับคลื่นลมอย่างเต็มใจ ฉันนั่งลงให้ปลายเท้าสัมผัสระลอกคลื่น
น้ำทะเลเย็นๆช่วยบรรเทาความปวดเมื่อยจากการเดินทาง
ก้อนหินก้อนหนึ่งที่โอบล้อมไปด้วยเม็ดทรายยิ้มให้ฉัน
“เธอออกตามหาสายลมใช่ไหมล่ะ” เขาถามเหมือนหยั่งรู้ได้ ฉันยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
ก้อนหินสีเทาก้อนใหญ่ผิวหยาบกร้านก็พูดต่อ
“ฉันก็เคยเป็นเหมือนเธอ ฉันออกตามหาสายลมมานาน
จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ชายทะเลแห่งนี้และเม็ดทรายเหล่านี้นี่แหละที่เติมเต็มฉัน”
ก้อนหินสีเทาก้อนใหญ่นอนแน่นิ่งท่ามกลางเม็ดทรายที่พัดมาและพัดไปตามกระแสน้ำ
ก้อนหินสีเทาช้อนเม็ดทรายเหล่านั้นด้วยความเอ็นดู แต่ในไม่ช้าเม็ดทรายเหล่านั้นก็ถูกน้ำซัดพาไป
“ก้อนหินสีเทา ที่ตรงนี้ใช่ไหมที่เป็นที่อยู่ของสายลม” ก้อนหินสีเทานิ่งเงียบ
สายตามองไปที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า ในมือพยายามโอบเม็ดทรายให้มากที่สุดแนบกับตัว
ก้อนหินสีเทาถอนหายใจ
“เธอคอยดูเองเถิด”
ฉันเอะใจหรือฉันคิดไปเองว่าเสียงของก้อนหินสีเทานั้นดูเจือไปด้วยความเศร้าหมอง
“ฉันจะคอยดู” ฉันเอนกายรับลมที่พัดเข้าฝั่งอย่างไม่ขาดสาย คลื่นน้ำเย็นๆไหลผ่านร่างกายฉัน
ฉันมั่นใจทีเดียวว่าที่ตรงนี้แหละคือที่อยู่ของสายลม จะเป็นที่อื่นไปได้อย่างไร
ผืนทรายเบื้องล่างเปลี่ยนเป็นที่นอนนุ่มๆแล้วเริ่มยุบตัวลงคล้ายจะโอบกอดฉันไปจนถึงวันสุดท้าย
ช่างรู้สึกดีจริงๆ ทำไมนะก้อนหินสีเทาถึงดูเศร้าๆอย่างบอกไม่ถูก ฉันรับสายลมที่ผ่านไปอย่างเอื่อยๆ
ท่ามกลางเม็ดทรายที่รักใคร่ฉัน จนผล็อยหลับไป
ทันใดนั้นฉันสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ฉันเห็นแสงดาวระยิบระยับปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ร้อน
ช่างร้อนเหลือเกิน รอบกายฉันไม่มีเม็ดทรายอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงพื้นแห้งๆ อากาศแห้งๆ
สายลมหายไปไหน
ฉันปลุกก้อนหินสีเทา ก้อนหินสีเทาตื่นขึ้นขยี้ตาอย่างงัวเงีย “สายลมหายไปไหนแล้วล่ะ”
ฉันถามอย่างกังวล
ก้อนหินสีเทาถอนหายใจ “เฮ้อ ฉันจะบอกให้เจ้าหนู สายลมไม่อยู่ที่นี่หรอก
เธอไปจากที่นี่เสียเถอะ เธอคงไม่อยากเป็นเหมือนฉัน ที่แม้อยากไปแต่ก็ไปไม่ได้”
ก้อนหินสีเทาถอนหายใจอีกครั้ง ฉันเข้าใจแล้วว่าที่ตรงนี้คือสถานที่ของก้อนหิน หาใช่ที่ของสายลมไม่
“แล้วฉันจะพบสายลมได้ที่ไหน” ฉันหวังเอาไว้ลึกๆว่าก้อนหินสีเทาจะรู้
“ฉันก็ไม่รู้หรอกเพราะเกือบทั้งชีวิตฉันอยู่ท่ามกลางเม็ดทรายที่พัดผ่านมาและผ่านไป
แต่ถ้าให้โอกาสฉันเลือกได้ว่าจะไปที่ไหน ฉันจะเดินทางไปสู่ยอดเขาที่สูงที่สุด ฉันว่าสายลมคงอยู่บนนั้น”
ยอดเขาอย่างนั้นหรือ ยอดเขาสูงชันลูกนั้น
ฉันบากบั่นเดินไปอย่างไม่ย่อท้อสู่เขาลูกนั้น แต่ละขั้นช่างสูงชันและยากลำบาก
เวลาผ่านไปนานหลายปี ฉันผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บที่แสงอาทิตย์ช่วยประคองให้ฉันยังคงก้าวต่อไป
ฉันผ่านฤดูร้อนที่แสงแดดร้อนๆลามเลียจนผิวหนังแสบไหม้ ฉันผ่านฤดูฝนที่หยดน้ำอาบชโลมกาย
แต่บางครั้งก็ทำให้มองหนทางข้างหน้าไม่เห็น แต่ในที่สุดฝนก็ต้องจางหายไป
วันหนึ่งพายุฝนได้โหมกระหน่ำ ฉันลื่นไถลแต่ก็ยังรั้งไม่ให้ตกลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง
ฉันอดทน ฉันเฝ้ารอ ฉันก้าวเดินท่ามกลางพายุฝนนั้น ในที่สุดฝนที่โหมกระหน่ำก็หยุดลง
เมฆสีดำทั้งหลายมลายไปจากท้องฟ้า แสงอาทิตย์สีเหลืองทองลอดกลีบเมฆ ชั่ววินาทีนั้น ฉันไม่รู้เลยว่า
ฉันได้มายืนที่ยอดของภูเขาแล้ว
แต่ฉันก็ยังไม่พบสายลม
“พระอาทิตย์” ฉันร้องเรียก ฉันมีแสงจากพระอาทิตย์เป็นเพื่อนข้างกายมานานนับ
บางครั้งก็ทำให้ฉันหมดแรงท่ามกลางอากาศร้อนๆ บางครั้งก็ช่วยให้ฉันไม่แข็งตายในฤดูหนาว
ตอนนี้ฉันอยู่ในที่ๆใกล้ชิดกับพระอาทิตย์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แล้ว
สิ่งแรกที่ฉันรับรู้คือความอบอุ่นจากพระอาทิตย์ได้ปัดเป่าหยดน้ำชื้นๆเย็นๆไปจนหมด
“มีอะไรหรือ เจ้าตัวน้อย” ฉันยังคงเป็นเจ้าตัวน้อยอยู่อีกหรือ
ทั้งที่ฉันปีนขึ้นสู่ที่สูงที่สุดมากกว่า เพื่อน พี่ หรือน้องของฉันสามารถทำได้
ฉันตอบพระอาทิตย์ที่บัดนี้ก้อนเมฆที่ลอยพ้นไปได้เผยใบหน้าที่ฉันมิอาจทนมองได้ซักเสี้ยววินาที
ฉันก้มลงต่ำพร้อมเอ่ยปากถาม
“สวัสดีคุณพระอาทิตย์ ตอนนี้ฉันเป็นคนที่สามารถมากที่สุด แต่ฉันก็ยังไม่เจอสายลม”
ประสบการณ์สอนฉันให้เป็นคนตรงไปตรงมา
“อ๋อ เธอคงเป็นอีกคนที่นึกว่าสายลมอยู่บนยอดเขานี้สินะ
สุดท้ายเธอก็ได้รู้แล้วใช่ไหมว่าอะไรๆนั้นเป็นอย่างไร” อะไรๆนั้นคืออะไร ฉันเป็นคนที่สามารถมากที่สุด
แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่พระอาทิตย์พูด ฉันไม่มีทางให้พระอาทิตย์ได้รู้หรอกว่าฉันไม่เข้าใจ
ก็ฉันเป็นคนบนยอดเขานี่
“ฉันรู้ว่าเธอไม่เข้าใจ สิ่งที่ฉันต้องการจะบอกคือ
ไม่มีใครหรอกที่อยู่จุดที่สูงที่สุด ขนาดเธอดั้งด้นปีนขึ้นมาขนาดนี้ เธอก็ยังอยู่ใต้ฉัน
ความจริงแล้วฉันก็เป็นเพียงหนึ่งในดวงดาวนับล้านล้านดวงท่ามกลางจักรวาลนี้”
พระอาทิตย์พูดความจริงที่ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ “อย่างนั้นฉันควรทำอย่างไร
ฉันลงทุนไปมากจนได้มาอยู่ที่จุดสูงสุดของยอดเขาแห่งนี้”
“ไม่ยากเลย เจ้าหนู เธอต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น และเติมเต็มซึ่งกันและกัน
เธอได้เรียนรู้มาตลอดเส้นทางว่า เธอต้องพึ่งพาแสงของฉันในฤดูหนาว หยดน้ำฝนในฤดูร้อน
และวอนขอให้ก้อนเมฆสีดำสลายตัวไปในฤดูฝน”
ฉันจะพยายามเข้าใจสิ่งที่พระอาทิตย์พูด ทันใดนั้นเองฉันก็นึกถึงเป้าหมายที่ฉันมีตั้งแต่แรกได้
สายลมนั้นอยู่ไหน
“พระอาทิตย์ ฉันขอถามสิ่งหนึ่ง ในฐานะที่ท่านมองเห็นพื้นที่ทั้งโลกใบนี้ ฉันอยากรู้ว่า
สายลมนั้นอยู่ที่ไหน”
พระอาทิตย์นิ่งเงียบ ขนาดพระอาทิตย์ที่ยิ่งใหญ่ยังตอบคำถามของสายลมไม่ได้
“อืม ฉันเห็น สายลมที่พัดผ่านยอดเขาที่เธอยืนอยู่ สายลมที่พัดเป่าเมฆฝนสีดำ
สายลมที่พัดพาคลื่นกระทบฝั่ง สายลมที่พัดต้นหญ้าให้ลู่ลม ฉันเห็น
สายลมที่ปะทะใบหน้าของนักวิ่งมาราธอนในเมืองของเธอ จะว่าไปแล้ว ฉันเห็นสายลมอยู่ทุกหนทุกแห่ง”
ฉันถอนหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะหาที่อยู่ของสายลมได้อย่างไร” ฉันถามอย่างสิ้นหวัง ฉันต้องเดินลงจากเขา
กลับไปตามทางที่มาหรือเปล่า หรือฉันต้องเดินทางต่อไปอีกไกลเท่าไร
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าหนูน้อย ว่าสายลมของเธอนั้นอยู่ที่ไหน แต่ฉันว่าเธอน่าจะพักซะบ้างนะ
บนยอดเขานี่วิวดีทีเดียว” ฉันนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ เบื้องหน้าคือหุบเขา ท้องทะเล ทุ่งหญ้า และเมืองใหญ่
ที่ฉันเคยผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ฉันอยากจะขอบคุณทุกสิ่งบนทางเดินของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ
ทันใดนั้นเองที่แสงอาทิตย์ส่องลอดหมู่ไม้กระทบพื้นเผยให้เห็นฝุ่นละอองเล็กจิ๋วในอากาศ ฉันถอนหายใจ
ฝุ่นเหล่านั้นปลิวไปตามสายลม...