วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ทำไมคนเราถึงใส่แว่น

ทุกวันนี้เดินไปไหนมาไหนก็เจอแต่คนสวมแว่นสายตา ถ้าคุณยังเป็นนักเรียนอยู่ เพื่อนสนิทของคุณสวมแว่นกันกี่คน แล้วคุณพ่อ คุณแม่ หรือญาติๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่เป็นสายตาสั้นกันอยู่บ้าง

บางทีคุณอาจจะสงสัยหรือไม่สงสัยว่าทำไมคนใส่แว่นถึงเยอะนัก แล้วทำไมคนพวกนี้(รวมผมด้วย)ที่สายตาสั้น

พันธุกรรม
อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินล่ะว่า พันธุกรรมนั้นมีส่วน พ่อก็ใส่ ปู่ก็ใส่ ลุงก็ใส่ พี่ชายก็ยังใส่ ถ้าคุณต้องใส่แว่น คุณคงต้องบอกว่า ก็เพราะพ่อ ปู่ พี่ สายตาสั้นไงล่ะ เป็นกันทั้งครอบครัว
หน่วยที่เฉพาะลงไปที่เป็นตัวสืบทอดจากบรรพบุรุษคล้ายกับมรดกที่สืบทอดกันมา นั้นคือ ยีน (gene)
ยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะของเราส่วนหนึ่ง ตั้งแต่ สีตา สีผม หน้าตาดี หน้าปลวก ส่วนสูง โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน แม้กระทั่ง ลักษณะนิสัยส่วนหนึ่งก็มาจากยีน ดั่งคำที่ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
และแน่นอน มันคงมียีนบางยีนที่นำพาลักษณะสายตาสั้น จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่พี่ชายและตัวคุณ
พ่ออาจจะมียีนที่ทำให้มีโอกาสเป็นสายตาสั้น แม่ของคุณอาจจะไม่มี  บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุก็ได้ว่าทำไมคุณถึงสายตาสั้น

แล้วยีนพวกนี้เกิดจากอะไร
คุณเคยเห็นหน้าตาของคนสองคนที่เหมือนกันเปี๊ยบไหม หน้าตาที่ต่างกันเกิดจากการมียีนที่แตกต่างกัน ฝาแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันก็จะมียีนที่เหมือนกันเกือบ 100% เพราะเกิดจาก ไข่ และอสุจิ เพียงอย่างละหนึ่ง
แล้วความแตกต่างพวกนี้เกิดจากอะไร
การกลายพันธุ์ บางทีคำๆนี้อาจจะทำให้นึกถึงลิงพูดได้ใน planet of the ape หรือวูล์ฟเวอรีนใน X-men แต่จริงๆแล้ว รหัสพันธุกรรมของเราเกิดการกลายพันธุ์อยู่ทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว ตั้งแต่ทารกจนกลายเป็นผู้ใหญ่ ผลิตไข่และอสุจิได้ การกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมีความหมาย เหมือนการเขียนคำผิดในประโยคที่ไม่มีความหมาย

เวบีวราฟหทอหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
กลายเป็น
เวบีวราฟหทอหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ

แต่ถ้ามันเกิดการกลายพันธุ์ที่ประโยคที่มีความหมาย(ในที่นี้อาจหมายถึงยีน) จาก

เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
กลายเป็น
เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแร้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ

ผิดแค่ตัวเดียวความหมายก็อาจจะดีขึ้น หรือแย่ลง หรืออาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย อย่างถ้าไปพูดประโยคนี้กับเพื่อนฝูง อาจจะฮา แต่ถ้าไปพูดกับคนที่เราจีบอยู่ อาจจะโดนหาเป็นพวกวิตถาร

กลับมาที่สายตาสั้น ถ้าอย่างนั้นก็คงพอเข้าใจได้ว่า การที่พ่อสายตาสั้น ปู่สายตาสั้น เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้เกิดสายตาสั้น (หรือการพูดประโยคนั้นกับคนที่เราจีบอยู่ ซึ่งอาจโดนตบมาเป็นของแถม)

แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น
ลองคิดดูว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีแว่น ถ้าคนเราสายตาสั้นจะอยู่กันอย่างไร ลองคิดถึงมนุษย์ยุคหิน ที่กำลังออกไปล่ากวางน้อย ด้วยสายตาอันพร่าเลือน เขากลับสะดุดกิ่งไม้ หินเฉาะหน้าผากตาย มันคงไม่ดีแน่

เี่ราอาจจะเถียงว่า ก็เพราะสมัยก่อนมันมีคนสายตาสั้นน้อยไงล่ะพี่ มันเพิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก(จนอย่างน้อยหันไปทางไหนก็เจอ)จนเท่ากับทุกวันนี้หลังจากที่เราไม่ตายอย่างอนาถแบบแต่ก่อนแล้ว หรืออาจจะหลังการค้นพบแว่น
อืม... น่าสนใจ

อย่าลืมนะว่า สมัยยุคหินกับสมัยปัจจุบัน ห่างกันไม่กี่ร้อยรุ่น การที่จะเพิ่มจำนวนเด็กแว่นจนเยอะได้ขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะการส่งมรดกยีนอย่างเดียวแล้วล่ะ

จากประสบการณ์ของคุณอีกเช่นกัน นอกจากจะโทษพ่อโทษแม่เรื่องยีนสายตาสั้นแ้ล้ว ยังโทษ แสงไม่พอ อ่านในรถ เพ่งอ่านหนังสือ ดูทีวีใกล้ๆ นอนดูทีวี เล่นคอมนานๆ หรือแม้กระทั่ง เรียนหนังสือในห้องเรียน ส่งผลให้เราสายตาสั้นกันทั้งนั้น

แม่ครับ แม่อย่าส่งผมไปโรงเรียนเลยนะ รู้ไหมว่าแม่กำลังทำร้ายผมอยู่ แม่ทำให้ผมสายตาสั้น เด็กคนหนึ่งคนบอกกับแม่อย่างนี้ถ้าข้อความข้างบนเป็นจริง

ถ้าหวังว่าผมจะแก้ข่าวเรื่องข้างบน ผมคงทำไม่ได้ เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานเรื่องแสงไม่พอ ทำให้สายตาเสีย แต่กลับมีหลักฐานเรื่อง การอ่านหนังสือหรือการเรีียนหนังสือส่งผลให้สายตาสั้นได้ กลุ่มสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเด็กที่ขาดการศึกษา อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษา ปรากฎว่าเด็กที่เรียนหนังสือ พบสัดส่วนเด็กแว่นมากกว่า

เราคงปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ก็เพราะเด็กแว่น มันชอบเรียน เด็กไม่ใส่แว่นไม่ชอบเรียนไม่ได้ แต่คงเป็นไปในทางกลับกัน

ถ้าลองคิดเอาเรื่อง สิ่งแวดล้อม(การเรียนหนังสือ)รวมกับพันธุกรรม เข้าด้วยกัน อาจเป็นไปได้ว่า จริงๆแล้ว ยีนที่มีคำผิดอย่าง

เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแร้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ

อาจไม่ได้ถูกพูดกับสาวที่กำลังจีบแล้ว แต่อาจเป็นพูดอยู่คนเดียว แต่วันดีคืนดีั สาวเจ้า(การเรียนหนังสือ)ดันเข้ามาเห็นพฤติกรรมที่ดูไม่เป็นผู้ดีของคนพูด แล้วเมินหน้าหนีหายไปเลยก็เป็นได้

ทั้งหมดนี้ไม่มีอ้างอิง  บางทีอาจมาจากการมโนขึ้นเองของผู้เขียน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะเชื่อจริงๆ ก็ไปค้นใน google ซะ
Will Graham พระเอกจากซี่รี่ส์ Hannibal (2013) 

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

คุณยายขายขนมเบื้อง

คุณยายคนหนึ่งเปิดร้านเป็นเพิงเล็กๆอยู่ในซอยใกล้ถนนใหญ่ รถแล่นผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว ตรงข้ามร้านของป้าคือร้านอาหารร้านหนึ่ง คนแน่นขนัด

คุณยายเกลี่ยแป้งสูตรโบราณ ที่แกบอกว่าผสมถั่วลงไปด้วย
ขนมเบื้องโบราณของแก ใครกินแล้วจะติดใจเพราะรสชาติที่กลมกล่อม ทั้งเค็ม มัน และหอมกุ้ง ยายแกยังใส่ลูกพลับแห้งเพื่อเพิ่มรสชาติ คุณยายเล่าให้ฟังโดยไม่ต้องถาม
แกยังบอกอีกว่าขนมเบื้องสูตรแกหากินยาก
ฉันรับประกันในความอร่อย นึุกสงสัยว่าสูตรของแกจะยังอยู่ไหมถ้าแกไม่อยู่แล้ว

ทำไมแกแก่แล้วต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำขนมเบื้องทุกวันด้วยนะ คำถามนี้อาจเกิดขึ้นในใจของคนที่ผ่านไปผ่านมา ถ้าไม่นับรวมคนที่ไม่เคยสังเกตเห็นแก

เพราะเงินหรือเปล่า แบบที่ฉันทำงานมานับสิบปี ทะเลาะกับลูกน้อง มีปัญหากับเถ้าแก่ นั่งคุมขมับทุกวันเพราะเรื่องตัวเลข ฉันทำเงิน เพื่อลูก เพื่อภรรยา เพื่ออนาคต

ใช่แล้วล่ะ เพราะอย่างนี้แน่ๆ ลูกหลานแกคงไม่อยู่ แกคงไม่มีเงินเลี้ยงตัวเองแน่ จึงต้องทำขาย
ฉันจึงถามคุณยายด้วยคำถามเดียวกับที่คิดไว้

คุณยายครับ ทำไมถึงต้องมาขายขนมเบื้องด้วย

คุณยายตอบอย่างไม่รีรอ คำตอบของแกทำให้ผมกลับไปนั่งคิด
แกบอกว่า แกมีเงิน เงินไม่ใช่ปัญหาของแก แต่แกเบื่อที่จะอยู่กับบ้านเฉยๆ อยากพูดคุยกับลูกค้า อยากเห็นว่าขนมของแกนั้นมีความหมาย แกมีความสุขมากที่ได้พูดคุยกับคนอื่นๆ และเห็นใบหน้าของลูกค้าตอนลิ้มรสขนมเบื้องโบราณของแก

ฉันคิดอะไรได้
ฉันคิดว่า คนเราต้องการอะัไรมากที่สุดในชีวิต ... แน่นอน ความสุข
ความสุขนั้นมาจากไหน ... รถยนต์คันใหม่ ใช่สุข แต่สุขเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่เดือน รถยนต์คันนั้นก็กลายเป็นรถเก่า เหมือนคันก่อนๆ ที่ฉันไม่เคยรู้สึกมีความสุข ถ้าสุขแบบนี้ก็คงเหมือน มือถือใหม่ บ้านใหม่ กล้องใหม่ โซฟาใหม่ ทีวีใหม่ เสื้อชุดใหม่ กระเป๋าใหม่ รองเท้าใหม่ หรือก็อาจจะเหมือน การไปเที่ยวกลางคืน หรือไปกินข้าวร้านแพงๆ   ที่ความสุขดูเหมือนเป็นกราฟไซน์ ที่เรามักจะหาอะไรใหม่ๆเพื่ิิอให้มีความสุข สุดท้ายก็ตกกลับมาที่baseline

หรือว่า จะมีความสุขจากความทรงจำดีๆ เหมือนกับการเปิดอัลบัมรูปแล้วนึกถึงอดีต
หรือจะเป็นความสุขจากการที่เห็นคนอื่นมีความสุข ความสุขจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เหมือนที่คุณยายทำ
หรือจะเป็นความสุขจากการเลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน ความสุขจากการเป็นใหญ่เป็นโต

มีคนเคยบอกไว้ว่าความสุขส่วนใหญ่ของเรามาจากความสัมพันธ์ เพียงแค่มีเพื่อน มีญาติพี่น้อง มีพ่อแม่ มีลูก แล้วใช้เวลาร่วมกัน แค่นี้ก็มีความสุขที่่สุดแล้ว

บางคนก็บอกว่าความภาคภูมิใจ การได้รับการยอมรับจากสังคม นั่นคือความสุขที่สุด

ถ้าทางคริสต์ ก็คงเป็นสันติสุข
ถ้าทางพุทธ ความสุขนั้นอยู่ที่ตัวของเราเอง ถ้าบรรลุธรรม ก็จะไม่สุขและไม่ทุกข์

ฉันก็ชักไม่แน่ใจ ว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการที่สุดคือความสุขหรือเปล่า
บางทีก็อาจจะต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องคิดถึงมันอีก หรือ จะคิดต่อไปเรื่อยๆ หรือ จะเลือกความสุขจากตัวเลือกด้านบนซักข้อสองข้อดีนะ