วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556
rolling stone
เรานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ ใจเรากลับคิด คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต
และเริ่มปั้น
ปั้นให้ความคิด ผสมกับอารมณ์จน เป็นก้อน
ใหญ่ขึ้น ๆ
จนสับสน
จนอึดอัด
จนอยากจะหยุดๆๆ
แต่ก็สายเกินไปแล้ว ก้อนที่ปั้นนั้นมันดันกลิ้งหล่นลงมาจากภูเขาแล้ว
และได้แต่กลิ้งต่อไป เก็บรวบรวมเศษฝุ่น ดิน ทราย ทำให้มันใหญ่ขึ้นอีก
แน่นอน ว่า ยากที่จะหยุด จนเราอยากหายไปจากโลกแทน อยากหายไปเลย
ไปต้องกลิ้งมันอีกต่อไป
มันยังคงกลิ้งไปๆ
จนเราลืมไปว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่เรากลิ้งอยู่นั้น ไม่มีอยู่จริง
เรายังไม่ีู้รู้เลยว่า เรากำลังกลิ้งอะไรอยู่
... หายใจเข้าลึกๆ ไหนล่ะ ก้อนหินก้อนนั้น
... มองไปรอบๆตัว เจอก้อนหินก้อนนั้นไหม
วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ตอนนี้เรายังเด็ก
เด็กน้อยเอ๋ย เธอมักจะมองแต่เบื้องหน้า มีจุดหมายให้มุ่งไป มีอะไรให้ไขว่คว้า
เด็กน้อยเอ๋ย ไม่ว่าเธอจะพูดว่าเธออยู่กับปัจจุบัน หรือจมอยู่กับอดีต ตาของเธอก็มองไปข้างหน้าเสมอ
เด็กน้อยเอ๋ย ถ้าเธอโตขึ้น เธอจะหัดอยู่ปัจจุบันให้มากขึ้น และเมื่อไรที่เธอเริ่มโรยรา เธอจะเริ่มหันกลับไปมองเส้นทางที่เธอผ่านมา
ถนนที่เธอเคยเหยียบย่ำ
คนที่เธอเดินผ่าน
คนที่เดินผ่านเธอ
คนที่ทักทายเธอในวันก่อน
คนที่อยู่กับเธอจนวันสุดท้าย
เขาเพิ่งจากไปเมื่อวานนี้เอง
เธอจะจำภาพๆนั้นได้อย่างเลือนลาง ถ้าเธอยังเป็นเด็ก
แต่ภาพทุกภาพกลับแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าใจหาย เมื่อรู้ว่าเวลาผ่านมานานเพียงใด
เธออาจอยากหรือไม่อยากย้อนกลับไปวันนั้นเพื่อแก้ไขอะไรบางอย่าง
แต่เธอจะรู้สึกแจ่มชัดว่าวันนี้และพรุ่งนี้ของเธอจะเป็นอย่างไร
ชีวิตเราช่างสั้นนัก
อีกไม่กี่ก้าว เธอก็ไม่อาจเดินหน้าได้อีก หรือแม้แต่จะมองกลับไปเลย เธอก็ไม่สามารถ
ชีวิตของทุกคนช่างสั้นนัก
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขอให้เธอตระหนักสิ่งนี้ไว้ในใจอยู่ตลอดเวลา
วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
เทอ เธอ (เคยโพสต์เมื่อ มกราคม 2554)
เทอคนหนึ่งเป็นดั่งดวงดาวทอแสงยามค่ำคืน ชั้นสามารถมองเห็นได้เมื่อ ทุกสิ่งรอบกายมืดลง เหลือเพียงความว่างเปล่า ของจักรวาล เพราัะดวงดาวทั้งหมดนั้นมันช่างเล็กมากมาก
เทออีกคนเป็นดั่งสายลมที่พัดมาและผ่านไป มีสิ่งที่วัดได้คือกังหันลมสีฟ้าเหลืองอันเล็กๆริมหน้าต่าง เวลาที่สายลมพัดผ่านกาย ฉันรู้่สึกอบอุ่น แต่เสียดายที่ตอนนี้คือฤดูหนาว
เทออีกคนเป็นดั่งแสงแดด ที่สดใสที่สุด ใช้ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำแสงแดดนั้นก็ยังไม่จางหายไป บางครั้งถูกเมฆบังแต่ไออุ่นนั้นก็ยังสัมผัสได้ทุกเวลา ฉันเสียดายเป็นที่สุดเพราะเวลานี้คือกลางคืน
เทออีกคนคือฟหกด่าสวงฟหกด่าสวฟหกดา่สวฟหกด่าสวฟหกด่าวฟหกด่าสวสาฟหก่ดาวสาห่กดาสวฟสหากด่วสฟาห่กดวสาฟ่หวกสาด่วาฟ่หวกสาด่วสาฟห่กด แต่ฉันยังหาไม่เจอ
วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556
ทำไมคนเราถึงใส่แว่น
บางทีคุณอาจจะสงสัยหรือไม่สงสัยว่าทำไมคนใส่แว่นถึงเยอะนัก แล้วทำไมคนพวกนี้(รวมผมด้วย)ที่สายตาสั้น
พันธุกรรม
อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินล่ะว่า พันธุกรรมนั้นมีส่วน พ่อก็ใส่ ปู่ก็ใส่ ลุงก็ใส่ พี่ชายก็ยังใส่ ถ้าคุณต้องใส่แว่น คุณคงต้องบอกว่า ก็เพราะพ่อ ปู่ พี่ สายตาสั้นไงล่ะ เป็นกันทั้งครอบครัว
หน่วยที่เฉพาะลงไปที่เป็นตัวสืบทอดจากบรรพบุรุษคล้ายกับมรดกที่สืบทอดกันมา นั้นคือ ยีน (gene)
ยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะของเราส่วนหนึ่ง ตั้งแต่ สีตา สีผม หน้าตาดี หน้าปลวก ส่วนสูง โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน แม้กระทั่ง ลักษณะนิสัยส่วนหนึ่งก็มาจากยีน ดั่งคำที่ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
และแน่นอน มันคงมียีนบางยีนที่นำพาลักษณะสายตาสั้น จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่พี่ชายและตัวคุณ
พ่ออาจจะมียีนที่ทำให้มีโอกาสเป็นสายตาสั้น แม่ของคุณอาจจะไม่มี บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุก็ได้ว่าทำไมคุณถึงสายตาสั้น
แล้วยีนพวกนี้เกิดจากอะไร
คุณเคยเห็นหน้าตาของคนสองคนที่เหมือนกันเปี๊ยบไหม หน้าตาที่ต่างกันเกิดจากการมียีนที่แตกต่างกัน ฝาแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันก็จะมียีนที่เหมือนกันเกือบ 100% เพราะเกิดจาก ไข่ และอสุจิ เพียงอย่างละหนึ่ง
แล้วความแตกต่างพวกนี้เกิดจากอะไร
การกลายพันธุ์ บางทีคำๆนี้อาจจะทำให้นึกถึงลิงพูดได้ใน planet of the ape หรือวูล์ฟเวอรีนใน X-men แต่จริงๆแล้ว รหัสพันธุกรรมของเราเกิดการกลายพันธุ์อยู่ทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว ตั้งแต่ทารกจนกลายเป็นผู้ใหญ่ ผลิตไข่และอสุจิได้ การกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมีความหมาย เหมือนการเขียนคำผิดในประโยคที่ไม่มีความหมาย
เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
กลายเป็น
เวบีวราฟหทอกหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
แต่ถ้ามันเกิดการกลายพันธุ์ที่ประโยคที่มีความหมาย(ในที่นี้อาจหมายถึงยีน) จาก
เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
กลายเป็น
เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแร้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
ผิดแค่ตัวเดียวความหมายก็อาจจะดีขึ้น หรือแย่ลง หรืออาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย อย่างถ้าไปพูดประโยคนี้กับเพื่อนฝูง อาจจะฮา แต่ถ้าไปพูดกับคนที่เราจีบอยู่ อาจจะโดนหาเป็นพวกวิตถาร
กลับมาที่สายตาสั้น ถ้าอย่างนั้นก็คงพอเข้าใจได้ว่า การที่พ่อสายตาสั้น ปู่สายตาสั้น เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้เกิดสายตาสั้น (หรือการพูดประโยคนั้นกับคนที่เราจีบอยู่ ซึ่งอาจโดนตบมาเป็นของแถม)
แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น
ลองคิดดูว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีแว่น ถ้าคนเราสายตาสั้นจะอยู่กันอย่างไร ลองคิดถึงมนุษย์ยุคหิน ที่กำลังออกไปล่ากวางน้อย ด้วยสายตาอันพร่าเลือน เขากลับสะดุดกิ่งไม้ หินเฉาะหน้าผากตาย มันคงไม่ดีแน่
เี่ราอาจจะเถียงว่า ก็เพราะสมัยก่อนมันมีคนสายตาสั้นน้อยไงล่ะพี่ มันเพิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก(จนอย่างน้อยหันไปทางไหนก็เจอ)จนเท่ากับทุกวันนี้หลังจากที่เราไม่ตายอย่างอนาถแบบแต่ก่อนแล้ว หรืออาจจะหลังการค้นพบแว่น
อืม... น่าสนใจ
อย่าลืมนะว่า สมัยยุคหินกับสมัยปัจจุบัน ห่างกันไม่กี่ร้อยรุ่น การที่จะเพิ่มจำนวนเด็กแว่นจนเยอะได้ขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะการส่งมรดกยีนอย่างเดียวแล้วล่ะ
จากประสบการณ์ของคุณอีกเช่นกัน นอกจากจะโทษพ่อโทษแม่เรื่องยีนสายตาสั้นแ้ล้ว ยังโทษ แสงไม่พอ อ่านในรถ เพ่งอ่านหนังสือ ดูทีวีใกล้ๆ นอนดูทีวี เล่นคอมนานๆ หรือแม้กระทั่ง เรียนหนังสือในห้องเรียน ส่งผลให้เราสายตาสั้นกันทั้งนั้น
แม่ครับ แม่อย่าส่งผมไปโรงเรียนเลยนะ รู้ไหมว่าแม่กำลังทำร้ายผมอยู่ แม่ทำให้ผมสายตาสั้น เด็กคนหนึ่งคนบอกกับแม่อย่างนี้ถ้าข้อความข้างบนเป็นจริง
ถ้าหวังว่าผมจะแก้ข่าวเรื่องข้างบน ผมคงทำไม่ได้ เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานเรื่องแสงไม่พอ ทำให้สายตาเสีย แต่กลับมีหลักฐานเรื่อง การอ่านหนังสือหรือการเรีียนหนังสือส่งผลให้สายตาสั้นได้ กลุ่มสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเด็กที่ขาดการศึกษา อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษา ปรากฎว่าเด็กที่เรียนหนังสือ พบสัดส่วนเด็กแว่นมากกว่า
เราคงปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ก็เพราะเด็กแว่น มันชอบเรียน เด็กไม่ใส่แว่นไม่ชอบเรียนไม่ได้ แต่คงเป็นไปในทางกลับกัน
ถ้าลองคิดเอาเรื่อง สิ่งแวดล้อม(การเรียนหนังสือ)รวมกับพันธุกรรม เข้าด้วยกัน อาจเป็นไปได้ว่า จริงๆแล้ว ยีนที่มีคำผิดอย่าง
เวบีวราฟหทอฟหกด่าสฟสวต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแร้กกกินกับทกทิกทุกพิกพ
อาจไม่ได้ถูกพูดกับสาวที่กำลังจีบแล้ว แต่อาจเป็นพูดอยู่คนเดียว แต่วันดีคืนดีั สาวเจ้า(การเรียนหนังสือ)ดันเข้ามาเห็นพฤติกรรมที่ดูไม่เป็นผู้ดีของคนพูด แล้วเมินหน้าหนีหายไปเลยก็เป็นได้
ทั้งหมดนี้ไม่มีอ้างอิง บางทีอาจมาจากการมโนขึ้นเองของผู้เขียน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะเชื่อจริงๆ ก็ไปค้นใน google ซะ
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
คุณยายขายขนมเบื้อง
คุณยายเกลี่ยแป้งสูตรโบราณ ที่แกบอกว่าผสมถั่วลงไปด้วย
ขนมเบื้องโบราณของแก ใครกินแล้วจะติดใจเพราะรสชาติที่กลมกล่อม ทั้งเค็ม มัน และหอมกุ้ง ยายแกยังใส่ลูกพลับแห้งเพื่อเพิ่มรสชาติ คุณยายเล่าให้ฟังโดยไม่ต้องถาม
แกยังบอกอีกว่าขนมเบื้องสูตรแกหากินยาก
ฉันรับประกันในความอร่อย นึุกสงสัยว่าสูตรของแกจะยังอยู่ไหมถ้าแกไม่อยู่แล้ว
ทำไมแกแก่แล้วต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำขนมเบื้องทุกวันด้วยนะ คำถามนี้อาจเกิดขึ้นในใจของคนที่ผ่านไปผ่านมา ถ้าไม่นับรวมคนที่ไม่เคยสังเกตเห็นแก
เพราะเงินหรือเปล่า แบบที่ฉันทำงานมานับสิบปี ทะเลาะกับลูกน้อง มีปัญหากับเถ้าแก่ นั่งคุมขมับทุกวันเพราะเรื่องตัวเลข ฉันทำเงิน เพื่อลูก เพื่อภรรยา เพื่ออนาคต
ใช่แล้วล่ะ เพราะอย่างนี้แน่ๆ ลูกหลานแกคงไม่อยู่ แกคงไม่มีเงินเลี้ยงตัวเองแน่ จึงต้องทำขาย
ฉันจึงถามคุณยายด้วยคำถามเดียวกับที่คิดไว้
คุณยายครับ ทำไมถึงต้องมาขายขนมเบื้องด้วย
คุณยายตอบอย่างไม่รีรอ คำตอบของแกทำให้ผมกลับไปนั่งคิด
แกบอกว่า แกมีเงิน เงินไม่ใช่ปัญหาของแก แต่แกเบื่อที่จะอยู่กับบ้านเฉยๆ อยากพูดคุยกับลูกค้า อยากเห็นว่าขนมของแกนั้นมีความหมาย แกมีความสุขมากที่ได้พูดคุยกับคนอื่นๆ และเห็นใบหน้าของลูกค้าตอนลิ้มรสขนมเบื้องโบราณของแก
ฉันคิดอะไรได้
ฉันคิดว่า คนเราต้องการอะัไรมากที่สุดในชีวิต ... แน่นอน ความสุข
ความสุขนั้นมาจากไหน ... รถยนต์คันใหม่ ใช่สุข แต่สุขเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่เดือน รถยนต์คันนั้นก็กลายเป็นรถเก่า เหมือนคันก่อนๆ ที่ฉันไม่เคยรู้สึกมีความสุข ถ้าสุขแบบนี้ก็คงเหมือน มือถือใหม่ บ้านใหม่ กล้องใหม่ โซฟาใหม่ ทีวีใหม่ เสื้อชุดใหม่ กระเป๋าใหม่ รองเท้าใหม่ หรือก็อาจจะเหมือน การไปเที่ยวกลางคืน หรือไปกินข้าวร้านแพงๆ ที่ความสุขดูเหมือนเป็นกราฟไซน์ ที่เรามักจะหาอะไรใหม่ๆเพื่ิิอให้มีความสุข สุดท้ายก็ตกกลับมาที่baseline
หรือว่า จะมีความสุขจากความทรงจำดีๆ เหมือนกับการเปิดอัลบัมรูปแล้วนึกถึงอดีต
หรือจะเป็นความสุขจากการที่เห็นคนอื่นมีความสุข ความสุขจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เหมือนที่คุณยายทำ
หรือจะเป็นความสุขจากการเลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน ความสุขจากการเป็นใหญ่เป็นโต
มีคนเคยบอกไว้ว่าความสุขส่วนใหญ่ของเรามาจากความสัมพันธ์ เพียงแค่มีเพื่อน มีญาติพี่น้อง มีพ่อแม่ มีลูก แล้วใช้เวลาร่วมกัน แค่นี้ก็มีความสุขที่่สุดแล้ว
บางคนก็บอกว่าความภาคภูมิใจ การได้รับการยอมรับจากสังคม นั่นคือความสุขที่สุด
ถ้าทางคริสต์ ก็คงเป็นสันติสุข
ถ้าทางพุทธ ความสุขนั้นอยู่ที่ตัวของเราเอง ถ้าบรรลุธรรม ก็จะไม่สุขและไม่ทุกข์
ฉันก็ชักไม่แน่ใจ ว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการที่สุดคือความสุขหรือเปล่า
บางทีก็อาจจะต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องคิดถึงมันอีก หรือ จะคิดต่อไปเรื่อยๆ หรือ จะเลือกความสุขจากตัวเลือกด้านบนซักข้อสองข้อดีนะ
วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556
ข้อดีของการที่ผู้หญิงกินเด็ก
http://www.mapfre.com/fundacion/html/revistas/gerencia/n107/estudio-2En.html
คาดการณ์ spanish population ปี 2050 อีก 37 ปีจากนี้
อายุขัยเฉลี่นคนไทย ผู้ชาย 69 ปี ผู้หญิง 75 ปี ถ้าไม่อยากเหงาตอนแก่ก็กินเด็กซะสิ
ถาม
มีเป้าหมายอะไรที่วางไว้ และจะเป็นอย่างไรถ้าสำเร็จ
เคยถามไหมว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ คนข้างๆทำอะไรอยู่ ทำอะไรเพื่ออะไร
เคยถามไหมว่าทำไมคนถึงทะเลาะกัน ทำไมคนถึงเลือกข้าง ทำไมคนถึงต้องมีลูก
ทำไมเราต้องอ่านหนังสือ ทำไมต้องทำเพื่อคนอื่นแล้วทำไมถึงไม่ทำอะไรเพื่อตัวเอง
ทำไมต้องตื่นเช้า ทำไมต้องติดละคร ทำไมต้องเหงาและเดียวดาย ทำไมถึงมีคนอยู่เคียงข้าง
เคยถามไหมว่าเมื่อใดที่จักรวาลถือกำเนิด เมื่อไรมนุษย์ถือกำเนิด เมื่อไรเฟสบุ๊คถือกำเนิด เมื่อไรแม่เราเกิด
แล้วเมื่อไรเฟสบุ๊คจะเสื่อมความนิยม เมื่อไรโนเกียจะขายดีอีกครั้ง เมื่อไรจักรวาลจะดับสูญ เมื่อไรแม่เราตาย
เคยถามไหมว่าใครที่ทำให้เราเลือกอาชีพนี้ ใครทำให้เรามีอุดมการณ์ ใครทำให้เราพูดภาษาไทย ใครทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น
ใครริเริ่มเผากงเต๊ก ใครบอกว่าแก้ผ้ามันน่าอาย ใครบอกว่าคำว่าสัดเป็นคำหยาบ ใครผลิตเหรียญบาทให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง2cm
เคยถามไหมว่า เคยถามไหมว่า เคยถามไหมว่า
....
มีคนเคยบอกว่าอย่าถามมาก อย่าคิดเยอะ ให้ใช้ความรู้สึก
มีคนเคยบอกว่าใช้ความรู้สึกนะ รู้สึกอยากถาม สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ
เหมือนสองจิตสองใจเลือก กล้วยปั่นกับมะพร้าวปั่น ยิ่งถามมากเท่าไหร่ว่าเลือกอันไหนดี ก็ยิ่งเลือกไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างสู้ด้วยเหตุผลอันเป็นอนันต์ กล้วยก็อร่อย มะพร้าวก็ดี กล้วยมีประโยชน์ มะพร้าวก็อร่อยกว่าอ่ะ
สุดท้ายก็ต้องใช้ความรู้สึก (ทุกคนต่างใช้ความรู้สึก แล้วก็บอกว่า ฉันเลือกกล้วยเพราะมะพร้าวห่วย ฉันเลือกมะพร้าวเพราะกล้วยที่เธอกินมันเน่าแล้ว สุดท้ายก็กลายเป็นสงครามผลไม้ แล้วอย่างไรล่ะ แก้ไม่อยากเลย ก็ต่างคนต่างกินสิ ถึงแม้กล้วยจะเน่าแต่เขาก็เลือกเอง ใครจะรู้ สุดท้ายของท้ายสุด กล้วยเน่าๆอาจจะมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าก็เป็นได้)
ทำไมถึงอยู่ตรงนั้นนะ
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
The secret
ถ้าอยากได้อะไร ประสบความสำเร็จเรื่องอะไร ให้เขียนเอาไว้ แค่นั้นเอง เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไร จะกี่ข้อ จะเป็นเรื่องขี้ประติ๋วอย่างลดน้ำหนักตัวเองสองขีด หรือจะครองโลกก็ไม่หวั่น เขียนเสร็จก็เอาขึ้นหิ้ง อยากดูก็มาเปิด เพียงแค่นี้ เกือบทุกขณะชีวิต ที่เราจะจุดเส้นประที่ให้เดินต่อไป มันจะเข้าลู่เข้าทางของมันเอง และสุดท้ายก็สำเร็จตามเป้าอย่างไม่ทันตั้งตัวทีเดียวล่ะ
เทคนิกนี้รู้ครั้งแรกจากบัณฑิต อึ้งรังษี
ตัวอย่าง
ข้อที่ 31 ไปทำวิจัยที่ Antarctica <<จะได้ไปอีท่าไหนวะเนี่ย
เรายอมเสียสละบอกความลับและตัวอย่างให้ฟัง ที่บอกว่าเสียสละเพราะ ถ้าอย่างสำเร็จจริงๆ อย่าเที่ยวไปโม้ให้คนอื่นฟังว่าฉันจะทำนู่นนี่ เพราะสมองของเราจะคล้ายๆบอกตัวเองว่าฉันสำเร็จแล้วนะ ไม่ต้องกระตือรือร้นอีกต่อไป อีีกอย่างหนึ่งคือคนอื่นนั้นอาจจะคอยเตะสกัดดาวรุ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้เก็บงำไว้กับตัวเอง บอกกับคนอื่นให้น้อยที่สุด (หรือบอกคนอื่นไปว่าฉันไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ใจนี่รู้อยู่ ไฟแทบลุก อาจจะผิดศีล ก็เลี่ยงดีๆล่ะกัน)
เทคนิกนี้รู้ครั้งแรกจาก TED Talk
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เรื่องสั้นๆ: พรข้อสุดท้าย
สมองเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่หมุนวน ดั่งมหาสมุทรที่กำลังคลั่งดูดทุกสิ่งจมลงใต้ทะเลลึก รอบแล้วรอบเล่าของมวลความทรงจำที่ผ่านความรับรู้ของฉัน บางส่วนผลักหยดน้ำใสๆให้ไหลจากดวงตา บางส่วนลงสู่หัวใจเพื่อเผาผลาญหัวใจดวงนี้ให้เป็นจุล เวลาแห่งความเจ็บปวดยาวนานไม่จบสิ้น ฉันหมุนตัวไปรอบๆ รอบๆ เหมือนอยู่บนลานน้ำแข็ง หยดน้ำตากระเซ็นหายไปตามแรงเหวี่ยง ฉันหมุนตัวไปรอบๆด้วยความเร็วสูงจนภาพทั้งหลายยืดออก เสี้ยววินาทีหนึ่งร่างของฉันร่วงหล่นลงท่ามกลางพื้นน้ำแข็งที่เย็นเฉียบ และสายตาของคนนับร้อยที่จ้องมองเธอ
ฉันล้มตัวลงนอนตั้งแต่หกโมงเย็น ภาพความทรงจำผ่านไปช้าๆทีละช็อตเหมือนกล้องที่เด็กใช้ส่องดูตัวการ์ตูน ภาพตัวการ์ตูนกลับกลายเป็นหน้าของฉันที่ยิ้มให้กล้อง ภาพของฉันที่ถูกแอบถ่าย ภาพของฉันที่กำลังตักขนมหวานเข้าปาก ภาพของฉันที่กำลังจ้องมองใบหน้าของคนที่รักที่สุด ฉันรู้สึกเจ็บ เสียงดังแชะๆ เด็กผู้หญิงผมเปีย เสื้อเอี๊ยมสีแดงถือกล้องเด็กเล่นอันนั้นไว้ในมือพลางเล็งมาที่ฉัน ฉันตรงเข้าไปคว้ากล้องอันนั้นคืนมา แต่ยิ่งวิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ออกห่างไปเรื่อยๆ ฉันร้องไห้ น้ำตาไหลไม่หยุด น้ำตาไหลลงสู่ปอดจนหายใจไม่ออก ฉันไอ เด็กผู้หญิงวิ่งวนไปมา หัวเราะเยาะเย้ย ฉันอายที่สุดที่ให้เด็กตัวเล็กๆเห็นความอ่อนแอของฉัน ฉันพยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็ทำไม่ได้ เด็กผู้หญิงวิ่งไปรอบๆ กระโดดและหมุนตัว ผมเปียสะบัดไปมา เธอไม่สบตาฉันแต่กลับวิ่งตรงไปยังวงล้อหมุน วงล้อหมุนไปๆ ตามแรงผลักที่ไม่มีตัวตน เหมือนใบพัดของพัดลมที่หมุนเร็วขึ้นๆจนกลายเป็นภาพช้า เด็กผู้หญิงหันมาแสยะยิ้ม ปากขยายใหญ่กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะอ้าได้ ดวงตาสีดำมืดสนิทดั่งหลุมดำกลืนกินทุกสิ่ง จมลึกลงไปในความมืดมิด มีหมู่มวลนกนางแอ่นมากมายมหาศาล ส่งเสียงร้องดังจนแสบแก้วหู นกบินฉวัดเฉวียนไร้จุดหมาย กลิ่นไอของทะเลปะทะจมูก ความรู้สึกอบอุ่นของจากสัมผัสของร่างๆหนึ่ง เสียงกระซิบดังขึ้นเบาๆข้างหู ทำให้รู้สึกจักจี้ ทันใดนั้นร่างนั้นก็หายไปฉับพลันพร้อมๆกับบรรยากาศแห่งท้องทะเล
ทุกอย่างพลิกกลับจากบนลงล่าง ฉันพยายามยึดอะไรก็ตามที่ยึดได้ แต่ก็ล้มเหลว ร่างของฉันตกลง ตกลง ลงไปในห้วงหุบเหวลึก
เสียงใสๆของเด็กผู้หญิงดังขึ้น จับใจความไม่ได้ ประสาทสัมผัสเริ่มกลับมา ความเจ็บปวดไหลรินท่วมท้นปอดจนแทบจะหายใจไม่ได้
"สวัสดี" เสียงเล็กๆนั้นดังซ้ำขึ้น ฉันรับรู้ความหมายของมันแล้ว ฉันลืมตาเต็มที่ มือค้ำยันตัวเองขึ้นจากที่นอนจนหัวกระแทกหัวเตียง
"โอ๊ย" ฉันใช้มือคลำหัว หน้าตาเหยเก
"เธอเจ็บไหม" เสียงแผ่วเบาดังใกล้ๆ ฉันพยายามเพ่งมองไปในความมืด รอบตัวฉันมีเพียงเศษเสี้ยวของแสงจากเศษเสี้ยวของดวงจันทร์ ใจของฉันเต้นตูมตาม ใครนะ ใครกัน ที่เรียกฉัน
"ใคร" ฉันพูดออกไปในความมืด เสียงของฉันละลายจางหายไปกับความว่างเปล่า บางทีฉันอาจจะฝันไป ไม่มีใครอยู่หรอก จะมีได้ยังไง ฉันนอนอยู่ในห้องที่ล็อกประตู
ล็อกประตูก็กันฉันไม่ได้หรอก เสียงนั้นดังขึ้นอีกแล้ว แต่ไม่ได้ดังอยู่ข้างหู เสียงนั้นกลับดังอยู่ในหูเลยต่างหาก
เธอไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันรู้จักเธอดี เสียงนั้นดังขึ้นอีก หากแต่ดังขึ้น ชัดชึ้น และเต็มไปด้วยความอบอุ่น อย่างคราวที่ฉันอยู่ที่ทะเล ความเจ็บปวดกลับมาเติมเต็มปอดอีกครั้ง ฉันไอ
ฉันหลับตา เห็นภาพ ความมืด
ฉันลืมตา เห็นภาพ ความมืด
เธอไม่เห็นฉันหรอก ฉันอยู่ในนี้ เด็กสาวเอ่ยพูดพร้อมชี้หัวของฉัน ฉันรู้ได้อย่างไรว่าเด็กสาวคนนั้นชี้หัวของฉัน ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก
เธอเป็นใคร ต้องการอะไร ฉันถามในความคิด ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังหลับตาหรือลืมตาอยู่
ฉันไม่ต้องการอะไรจากเธอ ฉันต้องการจะให้เธอ
ให้ฉัน ให้อะไร
ให้อะไรก็ได้
ให้อะไรก็ได้
ใช่ ให้อะไรก็ได้ เธออยากได้อะไรล่ะ คำถามนั้นทำให้ฉันต้องครุ่นคิด คิด และก็คิด ฉันคิด แต่กลับไม่มีอะไรเลยอยู่ในความคิดของฉัน ทุกอย่างกลับว่างเปล่าอย่างแปลกประหลาด ฉันต้องการอะไรนะ
ฉันพยายามนึกถึงสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด แต่ก็ไม่เห็น ฉันจึงพยายามเพ่งมองออกไปในความมืดแต่ก็ไม่เห็น
เสียงอะไรน่ะ ฉันถามตัวเอง เพราะทันใดนั้นเอง ฉันได้ยินอะไรบางอย่าง เสียงดนตรี สูงต่ำ ทำนองแปลกประหลาด ดังๆค่อยๆ เสียงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดดังประสานกัน เสียงกลองดังขึ้น
ผ่าง
เสียงไวโอลินดังขึ้นและถี่รัว ไวทยากรตวัดไม้กายสิทธิ์อยู่เบื้องหน้าของฝูงนักดนตรี
ตกลง เธอคิดได้หรือยังว่าต้องการอะไร
ฉันตอบไปในทันที
ฉันขอไม้กายสิทธิ์อันนั้น ฉันจะไปเสกดนตรีให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
เบื้องหน้าคือเพดานสีขาวมัว แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างพาดผ่านโต๊ะเขียนหนังสือ และเตียงที่ฉันนอนอยู่ ฉันผลักตัวลุกขึ้นทันที และมองสายขวาอย่างเลิกลั่ก พยายามมองหาเด็กผู้หญิงคนนั้น เด็กผู้หญิงผมเปีย ใส่เสื้อเอี๊ยมสีแดง แก้มอมชมพู เธอหายไปไหนนะ เด็กผู้หญิงที่ให้อะไรก็ได้แก่เธอ ฉันใช้นิ้วเขี่ยเส้นผมออกจากปากและเดินไปเปิดไฟข้างประตูห้องนอน ห้องนอนมืดทึมสว่างขึ้นทันทีพร้อมๆกับที่ฉันหยีตาหลบแสง ซักพักหนึ่งจึงชินกับแสงจากโคมไฟคิตตี้บนเพดาน สายตากวัดแกว่งรอบห้องนอนสีชมพู โต๊ะเขียนหนังสือเต็มไปด้วยของขวัญวันเกิดที่ได้มาจากคนที่ฉันรักที่สุด ในถังขยะเต็มไปด้วยรูปภาพที่ถูกฉันขยำยับยู่ยี่ ผ่าห่มลายคิตตี้ระพื้นห้อง ไม่มีวี่แววของเด็กผู้หญิงคนนั้น
"นั่นไง" ฉันร้องขึ้นเสียงดังด้วยความยินดีโดยไม่กลัวว่าพ่อที่นอนอยู่ห้องข้างๆจะตื่นขึ้น รูปของเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ผูกเปียสองข้าง เสื้อเอี๊ยมสีแดงกำลังยิ้มอย่างมีความสุข ตั้งอยู่ที่หัวเตียง คนที่ฉันรักที่สุด

