ผมจะเล่าเรื่องของวันนี้ วันที่ห้าที่โรมาเนีย
ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ก็ซักประมาณสี่ทุ่ม ผมคิดว่าจะหาอะไรรองท้องก่อนที่จะมาเล่าต่อ
ผมมีอาหารเหลือๆจากภัตตาคารดัง ราคาแพง อยู่นิดหน่อย ผมจะลองอุ่นและกินดู
สรุปว่ากินเลยไม่อุ่น และก็กินขนมปังกับ bucegi pate ที่ได้จากคาร์ฟูมา
ซื้อมาสองกระป่องแบบมังสาวิรัติกับหมู มันคืออะไรซักอย่างที่กินกับขนมปัง
เนื้อเนียนๆ วันนี้ไปคาร์ฟูได้น้ำ ส้มสี่ผล bucegi สองกระป๋อง นมหนึ่งขวด และขนมปังหนึ่งแพค
รวมๆแล้ว น่าจะ 22 เล (220บาท)
ของที่นี่ราคาไม่แพงสำหรับคนไทย ทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ อาหาร ขนม นม เนย
เครือข่ายโทรศัพท์ ยิ่งออกไปนอกเมืองราคายิ่งถูก ของหลายอย่างถูกกว่าบ้านเรา
เอาเป็นว่าสามารถซื้อโดยไม่ต้องคิดมาก อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากกินอะไรก็กิน
ก่อนไปคาร์ฟู ผมกับแอนดี้ลากันที่ห้าง มอลลา อูนีรี หรือห้างที่อูนีรี
อูนีรีเป็นชื่อของจัตุรัส สวนสาธารณะ และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของที่นี่
รถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่มีสายเยอะกว่าบ้านเรา และทุกขบวนจะมีรปภยืนอยู่ประจำ
เมื่อวานนี้ตอนกลับจากการบอกลามาเรีย ผมนั่งรถไฟฟ้ากลับ เจอหญิงชราคนหนึ่งขอเงิน
ขอเล่าก่อนว่า ขบวนรถเท่าที่ผมเห็นมีอยู่สองแบบ แบบแรกเป็นรถธรรมดาๆเหมือนบ้านเรา
อีกแบบหนึ่งเป็นขบวนเล็กมีเพียงสองตู้ สภาพโทรมๆ
ด้านนอกมีกราฟฟิตีแบบจัดหนักจัดเต็มมาก แบบแรกจะไม่มีร่องรอยกราฟฟืตีใดๆ ผมเผอิญได้ขึ้นรถไฟคันเล็ก
มีเด็กเล็กและเด็กโตเข้ามา คุกเข่าเฉยเลย และก็เริ่มตะโกนข้อความเสียงดัง
ถ้าให้ผมเดา คงประมาณว่า พวกเราเป็นเด็กยากจนด้อยโอกาส พวกเราหิวโหยกันมาก
ขอความกรุณาบริจาค เพื่อประสงค์ของพระเจ้า และจะได้ขึ้นสวรรค์
และสองคนนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปรอบๆรถ เท่าที่ผมเห็น ไม่มีคนบริจาคซักคน
ก่อนหน้านั้น เราทั้งสามคน (อีกแล้ว) มีผม แอนดี้ และก็เดียนา (ไดอาน่า ถ้าจะอ่านแบบอังกฤษ)
เราไปถ่ายรูปวัง CEC (CEC palace) เราเดินหาทางเข้าโดยรอบจนมาถึงประตูเล็กๆ
เดียน่าเข้าไปถามว่า ที่นี่เปิดไหม ขอเล่าก่อนว่าที่นี่เป็นที่ของธนาคาร CEC เป็นสิ่งก่อสร้างสไตล์ยุโรปเก่าๆที่สร้างทับสุสานของใครหลายๆคน
ภายหลังกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ สุดท้ายคนในนั้นก็บอกว่าที่นี่ปิดแล้ว และจะปิดตลอดไป
ก่อนหน้านั้น เราสองสามคนได้ทานอาหารในร้าน caru de bere
เป็นร้านโบราณและโด่งดังมากในบูคาเรสต์ เปิดมาตั้งแต่ 1879 หรือกว่าร้อยปี
บ้านเรามีร้านอาหารอายุร้อยกว่าปีบ้างไหม ผมไม่แน่ใจนัก
เมนูของร้านทำเลียนแบบหนังสือพิมพ์ ตอนที่ผมกำลังเลือกเมนูอยู่กับแอนดี้
เดียนาก็มาถึง เธอเล่าเรื่องรถของพ่อที่หล่อนขับไปชนรถแท็กซี่เมื่อวันก่อน
และเรื่องของการแสดงละครที่นักแสดงต้องเปล่งเสียงดังจนผู้ชมทั้งโรงละครได้ยิน
พวกเขาต้องฝึกโดยการต่อยหรือให้ผู้หญิงเหยียบที่กะบังลม เพื่อฝึกให้ส่งเสียงให้ดังที่สุด
แฟนของเดียนาเมื่อเจอเธอมักจะกุมท้องมาหาแล้วบ่นว่า เพิ่งไปฝึกลมปราณมา
ผมสั่งน้ำมะนาวน้ำผึ้ง สควอชห่อหมูสับราดซอสสีแดงๆและใส่ซาวครีม ซุปถั่วเบคอนสีแดงๆใส่ในขนมปังที่ข้างในคว้านไส้ออก
แอนดีสั่งมามาลิก้า (ข้าวโพดบดๆหนืดๆ) กับอาหารคล้ายๆครีมขาวเหมือนซอสของพาสต้า
และซุปครีมขาวๆเปรี้ยวๆ เดียนาสั่งซุปเพียงอย่างเดียว สิริราคามือนี้เป็นมื้อที่แพงที่สุด
น้ำมะนาวหารสองกับแอนดี 10 เล รวมกับเมนคอร์ส 20 กว่าเล และซุป 20 เล รวมแล้ว 52 เล หรือ 520 บาท
ซึ่งไม่แพงเลยถ้าเปรียบกับคุณภาพและบรรยากาศภายในร้าน
ถึงแม้จะร้อนและอบด้วยควันบุหรี่ แต่ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในโรงเหล้ายุคโบราณ
(ผมคืนความรู้ประวัติศาสตร์ไปหมดแล้ว
จึงจำไม่ได้ว่าสถาปัตยกรรมหรือศิลปะแบบนู้นแบบนี้คือชนิดใดหรืออยู่ในช่วงไหน)
ก่อนหน้านั้น ผมกับแอนดี เข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ค่าเข้าสำหรับนักเรียน
แค่ 7 เล (คูณสิบได้ 70 บาท) ข้างในมีฝาโลงศพคล้ายไอพอด
ศิลาจารึกภาษาละติน? เต็มไปหมด มีชิ้นส่วนของเสาหินแบบโรมันที่มีความสลับซับซ้อนกว่าเสาหินกรีก
ในนั้นมีของหินๆของทองๆและของเงินๆตั้งแต่ก่อนคริสตกาลจนถึงไม่นานมานี้
เสาหินขนาดยักษ์ซึ่งจริงๆคืออนุสาวรีย์ของผู้ปกครองนามว่าไทรอัน
(หรือทราจันในภาษาอังกฤษ) จากโรมันที่เข้าตีบ้านของชาวดาเซียนซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่อาศัยในพื้นที่ของประเทศโรมาเนียในปัจจุบัน
และแน่นอน กองทัพโรมันอันเกรียงไกรย่อมชนะกองทัพของชาวดาเซียน
กษัตริย์ของชาวดาเซียนปลงพระชนม์ชีพตนเองเสียก่อนที่พวกโรมันจะจับได้
แอนดีที่พื้นเพเป็นคนโรมาเนียแต่อพยพไปอาศัยในเยอรมันนีหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์และเพิ่งกลับมาโรมาเนียเพื่อมาเรียนหมอได้สองปี
บอกว่าการที่โรมันเข้ามายึดครองดินแดนของชาวดาเซียนได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามา
และได้พัฒนาบ้านเมืองจนเจริญ ทำให้ผมนึกถึงบ้านของเรา
ที่เราเคยพูดคุยกันเมื่อครั้นยังเยาว์ว่า น่าจะให้ประเทศของเราเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ
เราจะได้พูดภาษาอังกฤษได้ และบ้านเมืองของเราจะได้เจริญ อาจจะจริงหรือไม่จริง
ไม่มีใครรู้
แต่เท่าที่ผมรู้คือประเทศเราเจริญกว่าประเทศรอบข้างมากนักเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่เกิดอะไรขึ้นกับประเทศเรา
ประเทศอเมริกาที่เป็นเสรีนิยม ประเทศในยุโรปบางประเทศที่มีส่วนของสังคมนิยมและรัฐสวัสดิการ
ประเทศบางประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ บางประเทศที่ชาตินิยมจัด
ส่วนหนึ่งมาจากนักคิดนักปรัชญาที่ได้ใช้เหตุผล ประวัติศาสตร์
และประสบการณ์ของตนในการคิดสร้างระบอบการปกครองที่คิดว่าดี
นักปรัชญาอินเดียที่พูดถึงพุทธศาสนาก็มี เท่าที่ได้ยินได้ฟังก็เป็นพวกอภิปรัชญาเสียมาก
จำพวกการเข้าถึงความจริงแท้ของจักรวาล ส่วนในประเทศเรามีนักคิดนักปรัชญาที่มีบทบาททางการเมืองบ้างไหม
ไม่แน่ใจนัก เราเดินมาตามทางคนละสายกับชาวตะวันตก
และเราพยายามตามพวกเขาแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น
นักปรัชญา logical positivist (หนึ่งในความคิดที่เชื่อว่าความรู้เกิดจากประสบการณ์ภายนอก
เป็นเมล็ดพันธุ์หนึ่งของวิทยาศาสตร์และเสรีนิยม) ในยุโรปได้อพยพมาอเมริกาสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ความคิดของพวกเขาไปเจริญงอกงามในอเมริกา
ส่วนหนึ่งก็เพราะความเปิดกว้างของอเมริกาที่มากกว่ายุโรปเองด้วย
ลองคิดดูว่าขณะพวกเขาล่องเรือและเผอิญเจอพายุพัดมาติดที่อ่าวไทย (ไม่อิงตามภูมิศาสตร์)
ไม่แน่พวกเขาอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยหรือไม่ก็อาจกลายเป็นปุ๋ยที่เลี้ยงพืชผลการเกษตรของเราให้เจริญงอกงามแทน
ด้านในพิพิธภัณฑ์เป็นห้องสีม่วง สีม๊วงม่วง ม่วงจนแสบตา
ภายในเป็นเครื่องเงินเครื่องทอง อัญมณี ที่ประกอบเป็นสร้อยคอ หมวกนักรบ ต่างหู
แหวน diadem(ที่สวมหัว เป็นหนึ่งในฮอร์คลักซ์) ล็อกเกต
(ก็เป็นอีกหนึ่งฮอร์คลักซ์ของคนที่คุณรู้ว่าใคร) บางชิ้นมีอายุก่อนประวัติศาสตร์
ถ้าได้เห็นของจริงแล้วจะไม่เชื่อในรายละเอียดของเครื่องประดับแต่ละชิ้น
ที่บรรจงทำอย่างประณีต ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คงอยู่มากว่าสองพันปี
ก่อนหน้านั้น ผมกับแอนดี เจอกันที่ มอลลา อูนีรี ผมไปสายสิบนาที ผมตื่นสาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น