วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

โรมาเนียวันที่สอง

ผมเพิ่งกลับมาจากการไปเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ได้พบอิโออานา มาเรีย แอนเดรีย แอนดี ทูดอร์และอีกสองสามคน ได้เดินดูรอบๆ มีห้องกายวิภาค ห้องเรียนที่มีชั้นยกสูงเหมือนในรูปสมัยก่อนที่มีการผ่าศพตรงกลางและนักเรียนยืนดูอยู่รอบๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์กายวิภาคของเขาดูใหญ่และถ้วยโถเต็มไปหมด ห้องสมุดของพรีคลินิก และคลินิก นักเรียนนั่งอ่านหนังสือกันเต็มห้องสมุดพรีคลินิก และยังมองมาที่ผมและอิสิสอย่างแปลกๆ พวกเขาคงยังไม่เคยเห็นคนเอเชียสินะ

ห้องโถงใหญ่เหมือนลอบบี้โรงแรม โคมไฟระย้าและศิลปะตกแต่งเพดานและผนังแบบยุโรป ผมไปดูสระว่ายน้ำ และขึ้นไปดาดฟ้าของโรงพยาบาล เห็นวิวโดยรอบสวยดีทีเดียว มองเห็น สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอยู่ลิบๆ ซักวันหนึ่งจะไปดูใกล้ๆ อีกยี่สิบนาที ผมจะไปส่งอิสิสที่สถานีรถไฟ หล่อนจะไปเยี่ยมเพื่อนที่บูดาเปสต์ ฮังการี และจะกลับมาวันจันทร์

ระหว่างรออิซิสเก็บกระเป๋าและจะออกตอนสี่โมงเย็น ผมได้รับประทานอาหารฝืมือ เชฟเปเตร (หรือเขาเรียกตัวเองว่าปีเตอร์จะได้เรียกง่ายๆ) เปเตรก็คือคนที่เป็นรูมเมท เรสซิเดนท์หัวใจคนนั้นนั่นเอง เขาเอาไก่อบฝืมือแม่ ในห้องไม่มีอุปกรณ์ทำครัวนอกจากไมโครเวฟเครื่องเดียวตั้งอยู่บนตู้เย็น ห้องครัวก็ไม่มี เขาอุ่นไก่ให้ มีขนมปัง ซอสeggplantอร่อยมาก มีชีส มีพริกหยวกกับแตงกวาจิ้มเกลือ อ่อ ลืมไป มีมันบดที่มากับไก่ด้วย ปรากฎว่าอาหารฝีมือเชฟเปเตร อร่อยมาก อาจจะเป็นเพราะหิวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

หลังจากนั้นก็ไปส่งอิซิสที่ขอให้ผมไปเอาและเก็บเตารีดของเปเตร เรามุ่งตรงไปยัง สถานี Gara de Nord ที่เป็นสถานีรถไฟมุ่งสู่ทุกที่ทั้งระหว่างประเทศ และเมืองทางเหนือ หลังส่งและลากันเรียบร้อย ผมต้องเดินทางกลับคนเดียว และในที่สุด ผมก็นั่งเลยไปหนึ่งสถานี (อีกแล้ว)

ผมกลับมาที่ สถานี universitate ตรงสี่แยกพอดิบพอดี เห็นไวโอลินยักษ์ตั้งอยู่เป็นอันใช้ได้ ผมเดินไปตามถนนหน้าโรงพยาบาล ไปเรื่อยๆจนถึงสวนสาธารณะ piata unirii ถ่ายรูปพอเป็นพิธีแล้วก็เดินกลับ เอาจริงๆผมโดนไซโคโดยคนที่นี่บอกว่าอย่าเดินเล่นโทรศัพท์ ผมก็มั่นใจว่าคงไม่ควรถือกล้องเดินไปเดินมา อาจจะโดนโฉบไปได้ ระหว่างนั่งเล่นที่สวนสาธารณะที่รายล้อมด้วยตึกเก่าๆใหญ่ๆ และรถแล่นขวักไขว่ เด็กผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาและยื่นดอกทิวลิปมาให้ ผมกำลังจะเอื้อมมือไปรับ เด็กน้อยก็พูดว่า สิบเล (เงินสกุลรอนหรือเลก็ได้) ผมเลยตอบปฏิเสธไป เข้าใจว่าคนที่นี่ส่วนหนึ่งยากจน (ดอกทิวลิปนั้นมาจากสนามในสวนสาธารณะนั่นเอง)

ผมถามว่าสวนนี่ใช่ที่มาเรียแนะนำหรือเปล่า ปรากฎว่าไม่ใช่ สวนนี้เล็กเกินไป

ผมเลยเดินหาสวนใหญ่ๆ พอดีมาเจอโบสถ์เก่า old court church สร้างมาหกร้อยปีได้แล้ว เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในบูคาเรสต์ ตรงข้ามก็คือโรงเตี๊ยมโบราณ  และได้เดินผ่านรูปปั้น โรมูลัส และ เรมุส อีกครั้ง โรมันเคยบุกมาที่นี่และเข้ายึดครอง ชื่อประเทศเลยเป็นโรมาเนีย

สวนสาธารณะต้องเดินจากสี่แยก universitate แต่คนละทางกัน ต้องเดินผ่านร้าน la mama และสิ่งก่อสร้างโบราณใหญ่ยักษ์หลายแห่ง และรูปปั้นหลายคน เดินค่อนข้างไกลจนถึงสวนสาธารณะที่ต้องการ

ระหว่างเดิน ก็ได้เห็นอะไรบางอย่าง อย่างแรกคือเจอร้านขายของเยอรมัน คิดดูก็เหมือนบ้านเราที่มีร้านขายของญี่ปุ่น อาจเป็นเพราะคุณภาพ ค่านิยม ความคิดสร้างสรรค์ หรือ ราคา ไม่รู้แน่ และก็ได้เห็นป้ายโฆษณาขายหนังสือ ผมไม่รู้เลยว่าเป็นหนังสืออะไร ตั้งแต่มาถึงถ้าสังเกตดีๆจะเห็นร้านหนังสือทุกหัวมุมถนน (พอๆกับร้านเบเกอรี่) มีตู้หยอดเหรียญกดหนังสือตามรถไฟฟ้าใต้ดิน (ที่นี่เรียกว่าเมโทร) และผมก็ได้เดินผ่านงานเปิดตัวหนังสือ น่าจะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โรมาเนีย ไม่น่าเชื่อว่าคนจะแน่นเต็มงาน กล้องนับสิบตัวถ่ายบนเวที พอเห็นอย่างนี้แล้ว ผมว่าถ้าเราต้องการให้กรุงเทพกลายเป็นเมืองหนังสือ น่าจะทำให้ได้ครึ่งของสิ่งที่ผมเห็นก่อน

ผมเดินกลับอย่างอ่อนล้า หมดแรง เดินลงไปเล่นอินเตอร์เนตซักพักแล้วจึงกลับมาพักผ่อนนอนเอาแรง เปเตรนั่งทำงานอยู่ ซักพักก็เริ่มชวนคุย ผมชวนคุยเรื่องซีรี่ เขาชอบดูฮันนิบาล ผมเลยบอกว่าอาหารในเรื่องน่ากินมาก เขาหัวเราะใหญ่เลย ผมเลยแซวว่าโชคดีที่ เขาไม่ใช่ศัลยแพทย์ ไม่งั้น เอิ่ม หลังจากนั้นเขาก็กินอาหาร ผมเห็นแล้วหิวเลยกินบ้าง เขาเปิดเพลงที่เขาชอบในยูทูปให้ฟัง แล้วขอให้ผมเปิดเพลงที่ผมชอบ แน่นอนว่าผมเลือก วัชราวลี ก่อนเป็นอันดับแรก

ใกล้เวลาสี่ทุ่ม ผมต้องออกไปรออเล็กซานดราที่ไวโอลินยักษ์ ช่วงเวลานั้นเพื่อนผมกำลังอกหักส่งข้อความทางไกลมาชวนคุย ผมไปคลับ ชื่อ แชท นัวร์ เป็นการเข้าคลับครั้งที่สาม กินนิดๆหน่อยพอมึนๆ เบียร์สองขวด (ขวดละเจ็ดสิบบาท) และ วอดก้าหนึ่งแก้ว (ราคาห้าสิบบาท) เต้นๆนิดหน่อยพอเป็นพิธี และขอตัวกลับ จะกลับก็ตีหนึ่งแล้ว อเล็กซานดราชวนผมมา หล่อนเลยเดินไปส่ง ที่นั่นผมเจอกับ ดี อแมนดรา ซิลเวีย ผู้ชายคนหนึ่งที่ลืมชื่อแล้วดูเป็นโต้โผจัดงาน และผู้หญิงอีกคนหนึ่ง หล่อนจะไปแลกเปลี่ยนที่กรีซตอนเดือนกรกฎาคม ดีและอเลกซานดรา ดูดบุหรี่ฝุยๆ เป่าเต็มหน้าผมไปหลายที ที่นี่คนสูบบุหรี่กันเป็นชีวิตจิตใจ สูบกันในมหาวิทยาลัย ในร้านอาหาร ในคลับ ทุกที่ที่คนไปได้ ก็จะเห็นก้นบุหรี่เกลื่อนพื้นไปเสียหมด ดีเป็นคนเฮฮา หล่อนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เต้นตลอดเวลาตอนที่คนอื่นเขายังไม่เต้น หล่อนชวนคุยเกี่ยวกับดอกไม้อะไรซักอย่างที่หล่อนไม่ได้รับ แม้เธอจะแต่งองค์ทรงเครื่องมาเป็นชั่วโมง ผมพูดบางอย่างที่ไม่น่าจะพูดไป แต่ผมก็รีบแก้ก่อนจะสาย และผมก็เลยให้ดอกไม้ดี และอเลกซานดร้า ดอกไม้ที่มองไม่เห็น เธอเอาไปกลัดหู ซึ่งผมก็ยังมองไม่เห็น


ผมกลับกับอเลกซานดร้า ส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้าน และให้ส่งข้อความมาเมื่อถึงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มือถือของเธอหมด พรุ่งนี้เธอต้องไปทำโครงการผู้อพยพลี้ภัยจากประเทศอื่นๆ ที่นี่มีโครงการหลากหลาย อย่างเมื่อตอนกลางวันก็ได้ไปโครงการบริจาคโลหิต ซึ่งที่นี่บริจาคหนึ่งครั้งจะได้เงิน 60 เล (ประมาณ 600 บาท) ที่นี่มีคนจนเยอะจึงมีคนบริจาคมาก ต่างจากประเทศไทยที่คิดว่าบริจาคแล้วจะได้บุญ ผมอ่านหนังสือของโมอาเล็ม บทแรกก็พูดถึงการบริจาคเลือดเช่นกัน เขาเขียนในสังคมอเมริกัน ซึ่งค่อนข้างมีไอเดียเรื่องการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการที่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์ การบริจาคเลือดเป็นการรักษาที่มีมานานมากตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อาจบอกว่าการรักษาชนิดนี้ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปอย่างบางโรคเช่น Hemochromatosis ซึ่งผู้ป่วยมีเหล็กมากเกินสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ การบริจาคเลือดจึงช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ทั้งทางใจ และทางกาย การลดปริมาณเหล็กโดยการให้เลือดไหลออกนั้นอาจจะช่วยเรื่องการติดเชื้อได้ด้วย เพราะเชื้อโรคต้องการเหล็กในการเจริญเติบโต เพราะฉะนั้นเมื่อเกิด Acute phase reaction เหล็กจึงถูกกักเก็บไว้ไม่ปล่อยออกมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น